oolsuจ์lปๅ's profileORANGEPAO & his journeyPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 23

    Tagged-ความลับที่ไม่ลับอีกต่อไปเหอๆ

    เอาหละคับทุกท่าน...
       
         เนื่องด้วยไอ้ธัช(ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนและพ่อในเวลาเดียวกัน) ส่งTagที่หมายถึง การให้ผู้รับTag เปิดเผยความลับของ
    ตัวเองให้โลกรับรู้  แต่เมื่อมานั่งนึกดีๆแล้วเนี่ยนะคับ อาจกล่าวได้ว่าผมเป็นคนที่ชอบแฉ "ความลับ" ของตัวเอง
    ให้คนอื่นฟังอย่างมากมายก่ายกองสุดๆ แต่อย่างไรก็ตาม ความลับหนึ่งอย่างของผม อาจจะมีคนรู้แค่หนึ่ง หรือสอง
    หรือสาม หรือมากกว่านั้น แต่ไม่ใช่ว่าหนึ่งคนจะรู้"ความลับ" ของผมทุกอย่าง...
     
         ในเมื่อกล้าส่งมา...กูก็จัดให้ครับผม
     
         โจทย์ตั้งไว้ว่าให้ลองเล่ามาสัก 5 อย่างซิ เอ จะเล่าอะไรดีหวา?
     
    เรื่องที่ 1 กลัวลิฟท์(แต่หายแล้ว)
         เพื่อนๆที่รู้จักผมดีอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตอนเด็กๆ นั้น ผมกลัวลิฟท์ฉิบหายเลยคับ เหตุเนื่องมาจากตอนเด็กๆ เคยติด
    อยู่ในลิฟท์ที่โรงพยาบาลคับ เหตุการณ์คราวนั้นทำให้เวลาไปห้างกับพ่อและแม่(ตอนยังไม่เลิกกัน) จะวิ่งหนี
    ลิฟท์แล้วงอแงขอให้พาไปบันไดเลื่อนเสมอๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักสองสามปี พอถูกบังคับขึ้นลิฟท์บ่อยๆ แล้วก็ไม่เจอ
    เหตุการณ์แปลกๆ อีก ผมก็เลยเลิกกลัวลิฟท์คับ
     
          ปล. ถ้าติดลิฟท์อีกรอบอาการเดิมอาจกลับมาก็ได้
     
    เรื่องที่ 2 ป่วยเกือบตาย...ตอนวันเกิด
         อรุณรุ่งของเช้าวันเกิดผมตอน ม.6 ผมตื่นมาด้วยอาการเวียนหัวนิดหน่อยแต่ก็ฝืนอาบน้ำแต่งตัว ทำบุญตักบาตรแล้ว
    ก็นั่งรถไปโรงเรียน ระหว่างทางที่จะเดินเข้าโรงเรียนอาการเวียนหัวครั่นเนื้อครั่นตัวหนักมากจนผมเดินต่อไปไม่ไหว เลยต้อง
    เรียกแท็กซี่กลับบ้าน พอตอนบ่ายอาการหนักขึ้นคือ ปวดหัวรุนแรงปานจะระเบิดให้ได้ ไม่ว่าจะเดิน นั่ง ยืน นอน ในหัวจะตุบๆ
    ตลอดเวลาและไข้ขึ้นจนทำอะไรไม่ได้เลย ในที่สุดพ่อก็ต้องพาไปหาหมอ เมื่อตรวจเลือดก็ทราบข่าวร้ายว่า ผมป่วยเป็นไข้เลือดออก     
           ระหว่างนอนป่วยวันแรกๆนั้นอาการทุกอย่างเลวร้ายมากคับ มีบางครั้งเนี่ยเป็นไข้เกือบหมดสติเลยทีเดียว ไปหาหมอเจาะเลือดเกือบทุกวัน เบื่อแล้วก็เจ็บ  ต้องใช้เวลาสองอาทิตย์กว่าๆ คับกว่าจะหายเป็นปกติ แต่สิ่งหนึ่งที่สูญเสียไปกับเหตุการณ์นี้ก็คือผมรู้สึกว่าเวลาคิดอะไรแล้วหัวสมองของผมไม่แล่นและสดใสเหมือนเดิมคับ (หมอบอกว่าเชื้อไข้เลือดออกอาจส่งผลกระทบ
    ต่อสมองบางส่วนคับ)
     
    เรื่องที่ 3 ลุยเดี่ยวไปคอนเสิร์ตท่านกวาง
         ระหว่างปิดเทอมปี 1 เจ๊หนุน หัวหน้าแฟนคลับAB NORMAL ก็ประกาศชวนสมาชิกในบอร์ดไปดูคอนเสิร์ตพี่กวางกันที่
    สตูดิโอแถวลาดพร้าว ผมก็ลองโทรไปชวนเพื่อนสนิท(นอกบอร์ด)ไปเป็นเพื่อนแต่ก็ไม่มีใครไป ในที่สุดก็เลยตัดสินใจฉายเดี่ยวผมไม่เคยไปแถวลาดพร้าวมาก่อนก็อาศัยโทรถามแฟนคลับไปเรื่อยเปื่อยจนในที่สุดก็มาถึงสตูดิโอคับ
         เป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกที่ผมได้เจอท่านกวางตัวเป็นๆ โอ้วว้าว คนอะไรน่ารักชะมัด หล่อเข้ม เสียงที่ฟังแล้วราวกับเป็นชายผู้ล่องลอยในความฝัน คอนเสิร์ตใช้เวลาราวๆ2 ชม หลังจากนั้นผมก็เอาอัลบั้มซึดีที่เพิ่งออกใหม่ตอนนั้น ไปไล่ล่าลายเซ็นสมาชิกในวงทั้ง 4 คน (กวาง เก่ง โอ่ง หนีด) แล้วก็ได้มาครบด้วย! คนสุดท้ายที่ได้คือท่านกวางคับ ดีใจสุดๆ เพราะท่านกวางขอจับมือกับแฟนคลับทุกคน(รวมทั้งผม) อิอิ เทคแคร์แฟนคลับดีขนาดนี้ ไม่รักก็แย่แล้วหละ ^^
     
    เรื่องที่ 4   หนีเรียนยกห้อง *0*
         ปกติแล้วผมเป็นเด็กดี เรียบร้อย น่ารัก รับผิดชอบต่อการเรียนเสมอๆ (เหรอวะ?) แต่เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องยกเว้นคับ...
         ตอนนั้นอยู่ ม.3 เป็นช่วงที่จัดการแข่งขันกรีฑาระดับมัธยมของจังหวัด ( รร. ผมให้ความสำคัญกับงานนี้มาก เพราะมีการแข่งขันลีดเดอร์และสแตนด์เชียร์ที่ม.6ทุกรุ่นจะต้องทุ่มเทเพื่อรางวัลที่1) ในวันเปิดงานนั้น เพื่อนๆ3/4 ทุกคนได้เป็นตัวแทนของ รร. ไปเดินพาเหรดเปิดงาน เสร็จแล้วเค้าก็ให้กลับ รร. แต่เราอยากดูต่ออ่ะ...ฮั่นแน่ ยังคับ ยังไม่หนี ยังกลับปกติ
         จนวันสุดท้ายของงาน รุ่นพี่โทรมาบอกว่า "พวกแก3/4 แกต้องมาให้ได้นะเว่ยแข่งเชียร์ลีดเดอร์วันนี้" ก็เอาหละสิ แล้วเราจะทำไงดี? อยากไปก็อยาก หนีเรียนก็โดนด่า  แต่พวกเราเลือกอย่างหลังคับ... ตอนนั้นเหลือเพื่อนๆในห้องประมาณ 20 คนแล้ว(ที่เหลือโดดไปแต่เช้า) 20 คนเนี้ยแหละวิ่งจากสนามบาสและออกทางประตูข้างที่เปิดเอาไว้แบบใส่ตีนหมาเลย และโชคดีอย่างยิ่งที่ไม่เจออาจารย์ดักกลางทาง เมื่อข้ามเรือที่ท่าน้ำไปฝั่งปู่เจ้าแล้ว ก็เหมารถสองแถวเล็กแล้วบอกให้ไปส่งที่สนามด่วน คนขับก็ใช่ย่อย เมื่อเด็กขอมาก็จัดไปด้วยความเร็วสูง ผมกะเพื่อนที่ไม่ได้นั่งก็ยืนห้อยต่องแต่งกันอย่างน่าหวาดเสียว สาวๆ(และสาวๆแตก) ก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่เวลารถโค้งเร็วๆ หรือเบรกกะทันหัน ในที่สุดความตั้งใจของเราก็สำเร็จ ทุกคนไปทันเวลาแสดงเชียร์และชื่นชมกับความสำเร็จของ รร. วัดทรงธรรมอีกวาระหนึ่ง ที่ได้ถ้วยชนะเลิศ แล้วก็กลับ รร.(ในสภาพเดียวกับขามา)
         วันรุ่งขึ้นชาว 3/4 ก็โดนสวดยับเยินไปตามระเบียบ ระหว่างนั้นผมเองก็แอบนั่งยิ้มกะความสุขที่ได้โหนสองแถวกะเพื่อน
         เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจสุดๆ ในชีวิต ม. ต้นของผมคับ 
     
    เรื่องที่ 5   ตัสมา...อะไรนะ?
         เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานเนี้ยแหละ ตอนบวชเนี่ยแหละ...
         มื้อเพลวันเสาร์ จะเป็นวันที่ทางวัดต้องจัดคิวพระไปกิจนิมนต์เยอะหน่อย เพราะญาติโยมจะนิยมถวายเพลวันเสาร์-อาทิตย์ นั่นก็หมายความว่า เหลือแต่พระใหม่ลงฉันเพลที่วัดในวันนี้  แต่ที่พระเปา(ผมเอง) คาดไม่ถึงก็คือเมื่อมาถึงศาลาแล้วผมกลายเป็นพระที่พรรษาเยอะสุด (2 อาทิตย์) ส่วนหลวงพี่ที่ลงมาฉันด้วยกัน บวชหลังผมทั้งนั้นเลย...นั่นก็หมายความว่า ผมต้องนำให้ศีลญาติโยม และสวดให้พรตอนฉันเสร็จ...โหย ผมยังท่องให้ศีลไม่คล่องเลย ทำไงดีวะเนี่ย?
         ผมแกล้งทำเป็นขยับไมค์ จับตาลปัตร ขยับไปขยับมาอยู่นั่นแหละ จนญาติโยมอาราธนาศีลแล้ว ผมก็เริ่มสวด(โดยเอา
    ตาลปัตรบังหน้าระยะกระชั้นชิดมาก) 
         ดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดีกับศีลทั้ง 5 ข้อ จนถึงสวดตอนท้าย
         " อิมานิ ปัญจะ สิกขา ปะทานิ
           สีเลนะ สุคะติง ยันติ
           สีเลนะ โภคะ สัมปะทา
           สีเลนะ นิพพุติง ยันติ
           ตัสมา.....(เงียบ)"
           ผมนึกไม่ออกว่าจะสวดต่อว่าอะไรนะ? ตายแล้ว ญาติโยมต้องเอาไปเมาท์แน่ ตายแล้วกู T-T ผมเลยเผยอหน้าออกมาทางซ้ายมือของตาลปัตร และมองปากของมัคนายกที่นั่งเฉยอยู่ แกก็ขยับปากขมุบขมิบว่าต้องสวดอะไร แต่...ผมเป็นคนอ่านปากไม่เก่ง...เลยยังนั่งเงียบอยู่ จนกระทั่ง...มัคนายกแกพูดเบาๆ ออกไมค์ว่า
          "สีลัง นิโส...."
           อ๋อ นึกออกแล้ว "ตัสมา สีลัง นิโส ทะเยฯ" นั่นเอง โธ่เอ๊ย หน้าแตกต่อหน้าญาติโยมนี่ไม่ไหวนา หลังจากฉันเพลเสร็จแล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นโจ๊กขำขันในบรรดาพระใหม่ที่ลงฉันด้วยกันในวันนั้น เมื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาสถามตอนค่ำว่า "เมื่อเพลเรียบร้อยดีไหม ใครนำสวด?" ผมก็ตอบว่า ผมนำเองคับ เรียบร้อยดีคับ....
           นั่น ปาจิตตีย์ (ผิลศีลพระ) ไปเลยนะนั่น... แล้วก็ไปถอนอาบัติในการทำวัตรเย็นวันต่อมา
     
         หมดแล้วคับ...สำหรับผู้ที่จะให้รับTagต่อนั้น เด๋วผมมาบอกทีหลังละกัน...
    April 19

    กลับมาแล้วคับผม....

     
    ถาม : นายไปทำอะไรมา?
    ตอบ : ไปบวชมาคับ
     
    ถาม : บวชนานเท่าไหร่?
    ตอบ : 26 วันคับ ( 25 มีนาคม-19 เมษายน)
     
    ถาม : บวชที่ไหน?
    ตอบ : วัดประชาบำรุง อ. บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา
     
    ถาม : แล้วคิดไงไปบวชอะ?
    ตอบ : ก็แบบว่าย่าอยากให้บวช แกอยากทำบุญใหญ่ไง แล้วก็แบบว่า บวชคราวนี้แล้ว
    ในอนาคตเรื่องบวชก็จะได้ไม่ต้องมากวนใจอีก
     
    ถาม : ตอนบวชนายโทรคุยกะเพื่อนว่า บวชพระไม่สนุกเลย ทำไมหล่ะ?
    ตอบ : ช่วงแรกๆ แบบว่ายังปรับตัวไม่ได้ไง ยิ่งสัปดาห์แรกนะ เหมือนเป็นใบ้ไม่รู้จะคุยกะหลวงพี่หลวงน้า
    คนไหนเลย
     
    ถาม : แล้วนายคิดในใจยังไงระหว่างบวช?
    ตอบ : everything will be OK น่า...
     
    ถาม : แต่ละวันนายทำไรบ้าง?
    ตอบ: 05.00 ตื่นนอน
    05.30 ออกไปบิณฑบาต
    06.45 กลับมาที่วัด
    07.20 ฉันเช้า
    09.00 ทำวัตรเช้า
    09.30 ภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย/กิจนิมนต์  ถ้าไม่มีก็ซักผ้า
    11.00 ฉันเพล
    12.00 ภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย/ทำความสะอาดโบสถ์ ถ้าไม่มีก็นอน
    17.00 ทำวัตรเย็น
    19.00 สรงน้ำหลวงพ่อเจ้าอาวาส
    20.00 พระทุกรูปเฝ้าเจ้าอาวาสที่หอฉัน(เหมือนเช็คชื่ออะคับ)
    21.30 จำวัด
     
    ถาม: แล้วนายอยากเล่าอะไรเกี่ยวกับตอนบวชของนายไหม?
    ตอบ : จะว่าไปก็มีหลายเรื่องนะ ผมคิดว่าอยากจะ(และจิงๆควรจะ)เขียนด้วยซ้ำไป
    เพราะทุกการเดินทางย่อมมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายทั้งนั้นแหละ
     
    ถาม : แล้วนายคิดยังไงกับศาสนาหลังจากบวช?
    ตอบ : ผมจะไม่ทำลายแรงบันดาลใจของใครเป็นอันขาด
     
    ถาม : นายคิดว่านายเข้าใจสังคมพระมากขึ้นไหม?
    ตอบ : ผมคิดว่าเป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจสังคมพระคับ เหมือนไปฝึกงานอาชีพพระภิกษูไง
     
    ถาม : แล้วทำไมนายไม่บอกเพื่อนวะ? เพื่อนเค้าโกรธนะเว่ยบวชแล้วไม่ชวนไปงานเนี่ย
    ตอบ : หากเพื่อนๆโกรธผมที่ไม่บอก ผมก็ขอน้อมรับความผิดพลาดเหล่านั้นเพียงผู้เดียวคับ
     
    ถาม : แล้วตอนนี้นายรู้สึกยังไง?
    ตอบ : การบวชครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาลหรือไม่ ผมยังไม่ฟันธง แต่ที่แน่นอนคือ
    หลวงพี่คนหนึ่งที่เป็นเพียงพระธรรมดากลายเป็นแรงบันดาลใจของผม... แล้วก็ถ้าเพื่อนๆอยากบวช ก็เลือกวัดดีๆหละ
    (ไม่ได้หมายความว่าวัดที่ผมบวชไม่ดีนะเว่ย)
     
    ถาม : สุดท้ายนี้อยากบอกอะไรเพื่อนอีกปะ?
    ตอบ : บวชคราวนี้ทำให้ผมผอมลง!